การลงแสงงานศิลปะให้ดูมีมิติขึ้น

การแรเงา  เป็นใช้ดินสอ หรือด้วยอุปกรณ์อื่นๆ นำมาใช้ในการสร้างน้ำหนัก มีเข้ม-มีอ่อน มีหนัก-มีเบา มีวิธีการ ขีด ,  เขียน , เกลี่ย , ปาด , ทับ , ไขว้ จุดประสงค์ในการสร้างรอยเหล่านี้ คือการสร้างน้ำหนักเพื่อสร้างความใกล้เคียงกับธรรมชาติ หรือสร้างความเหมือนหุ่นที่ใช้ในการดูแบบ

การแรเงาภาพนั้น จะทำให้ภาพเกิดความลึก เกิดระยะใกล้- ไกล เกิดมิติ  สามารถเปลี่ยนรูป 2 มิติให้กลายเป็น 3 มิติได้ ทำให้รูปกว้าง-ยาวเปลี่ยนเป็นรูปที่มีความตื้น – ลึก , หนา – บางได้ แน่นอนว่าความตื้นลึกหนาบางที่เราเห็นนี้ เป็นเพียงแค่ความรู้สึกอันสัมผัสได้จากสายตาเท่านั้น จัดเป็นวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่งนั่นเอง

เทคนิคการแรเงาน้ำหนัก

1.ให้หรี่ตาดูหุ่น

เมื่อเราวาดโครงอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กำหนดพื้นที่ โดยการแบ่งส่วนระหว่างแสงและเงาออกจากกัน ด้วยความชัดเจน โดยการร่างเส้นเบาๆบนรูปทรงของภาพร่าง โดยแบ่งเพียง 2 ส่วนคร่าวๆ คือ แสงและเงาเท่านั้น

2.แรเงาน้ำหนัก

ทำการแรงเงาน้ำหนักในบริเวณเป็นเงาทั้งหมด และใช้น้ำหนักเบาที่สุดตรงบริเวณเงาซึ่งตกทอดบนวัตถุ รวมทั้งเว้นพื้นที่ส่วนเป็นแสงไว้

3.ทำการเปรียบเทียบน้ำหนัก

ให้ดูว่า ต้องแรเงาเพิ่มน้ำหนักตรงส่วนไหนให้มากขึ้น  และอย่าลืมเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาลงใหม่กับเงาอ่อนและช่องแสง อยู่เสมอๆ จากนั้นเกลี่ยน้ำหนักให้กลมกลืนกัน ดูนวล ทั้งภาพ

Tip!! การแรเงาน้ำหนักให้ลงแบบรวมไล่ไปทีละน้ำหนัก เพราะทำให้ควบคุมง่าย ไม่ด่าง ไม่เพี้ยน

4.อย่าลืมใส่ใจในส่วนของแสงที่เว้นไว้ด้วยนะ

เมื่อพิจารณาโดยรวมดูแล้วคุณจะพบว่ามีน้ำหนักอ่อน-แก่แบบเดียวกับเงา คือต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักอย่างแผ่วเบาที่สุด  ตรงบริเวณของแสงซึ่งเว้นไว้ ทั้งนี้เป็นการใส่ใจในทุกมุม เพื่อเผยทุกรายละเอียดออกมามีน้ำหนักสมบูรณ์นั่นเอง

5.เงาตกทอด

ใช้วิธีการเดียวกับการแรเงาด้านบนดังกล่าวมาแล้ว แต่คุณต้องสังเกตทิศทาง ในการวาดเขียนปกติตามทั่วไปจะใช้ประมาณ 45 องศากับพื้น

Tip !!  ถ้าคุณลองสังเกตดูจะพบว่าแสงซึ่งมาจากมุมสูง จะเห็นเป็นเงาตกทอดขนาดสั้น แต่ถ้าแสงลงมาจากมุมต่ำลง เงาตกก็ทอดจะยาวขึ้น แน่นอนว่าในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดก็มีน้ำหนักอ่อน-แก่ แบบเดียวกับแสงเงาบนวัตถุ แปลว่าเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีสีเข้มกว่าเงาที่ไกลออกไป โดยตัววัตถุเองก็มาจากแสงสะท้อนรอบๆ ของตัววัตถุซึ่งสะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลงนั่นเอง

5 จิตรกรเอกของโลก และผลงานชิ้นโบแดง

ภาพเขียนระดับโลกนั้นแน่นอนว่าจะต้องเป็นผลงานมีเอกลักษณ์ไม่มีใครเหมือน อีกทั้งยังต้องสามารถแสดงสิ่งที่ศิลปินต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี หรือบางรูปแค่ยืนดูเฉยๆก็รู้สีกว่ามันเหมือนกับมีชีวิตออกมายังไงอย่างงั้นเลย แต่บางรูปก็ให้ความรู้สึกลึกลับซับซ่อนแก่ผู้พบเห็นจำนวนมาก จนไม่อาจหยุดตั้งคำถามได้ว่าเหตุใดภาพนี้ถึงให้ความรู้สึกอันน่าฉงนขนาดนี้

อันดับ 5 The Scream

The Scream เป็นชุดของภาพเขียนแบบ Expressionism และภาพพิมพ์ โดย Edvard Munch  ศิลปินชาว Norway  The Scream เป็นภาพของคนกำลังทุกข์ทรมานยืนอ้าปากหวอ เอามือทาบหน้า เหมือนกับกำลังยืนกรีดร้องด้วยความโหยหวน มีฉากเป็นท้องฟ้าสีแดงเลือด ตัดกับสีน้ำเงินเข้มของอ่าว Oslofjord โดยกำลังมองจากเนินเขา Ekeberg ในเมือง Oslo  Edvard Munch  ได้สร้าง The Scream หลาย Version ในสื่อต่างๆขึ้นมา โดย Version โด่งดังที่สุดถูกเขียนขึ้นในปี 1893

อันดับ 4 The Creation Of Adam

ภาพนี้อยู่บนเพดานของโบสถ์  Sistine Chapel  ภายในกรุงวาติกัน เขียนโดย Michel angelo ในปี 1508 – 1512 เป็น 1 ในงานศิลปะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของยุค Renaissance บนเพดานโบสถ์ตบแต่งด้วยภาพเขียนจากเหตุการณ์พระคัมภีร์ปฐมกาล 9 ภาพ The Creation Of Adam จัดเป็นหนึ่งในภาพเขียนมีชื่อเสียงที่สุดตลอดกาล รวมทั้งยังถูกนำมาล้อเลียนมากมายนับไม่ถ้วน

  1. The Last Supper

The Last Supper เป็นจิตรกรรมฝาผนังในศตวรรษที่ 15 เขียนขึ้นโดย Leonardo da vinci บริเวณผนังด้านหลังของโรงอาหารในโบสถ์ Santa Maria Delle Grazie ณ เมืองMilan โดยเป็นภาพแสดงเหตุการณ์ตอนพระเยซูประกาศว่า 1 ใน 12 อัครสาวกจะทรยศพต่อระองค์ ก่อนที่พระองค์จะถูกนำไปตรึงกางเขนนั่นเอง Leonardo da vinci  เริ่มเขียนภาพนี้ในปี 1495 และเสร็จสิ้นในปี 1498 แต่การใช้เวลานี้เขาจะไม่ได้เขียนภาพอย่างต่อเนื่อง จึงใช้เวลานานอย่างที่เห็น

  1. Starry Night

Starry Night เขียนโดยศิลปินชาว Dutch  Winsent wango ถึงแม้ว่า Wango จะสามารถขายภาพเขียนไปได้เพียงภาพเดียวในชีวิตของเขา แต่กลับมีความยิ่งใหญ่มาก Starry Night จัดเป็น 1 ในภาพเขียนอันมีชื่อเสียงที่สุดของ Wango ภาพเขียนนี้แสดงให้เห็นถึงหมู่บ้าน Saint-Rémy  ซึ่งปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าอันหมุนวน ภาพนี้ถูกเก็บไว้อย่างเป็นการถาวรที่ Museum of Modern Art ณ มหานคร New York  ตั้งแต่ปี 1941 เป็นต้นมา

1.Mona Lisa

Mona Lisa เป็นภาพเขียนอันมีชื่อเสียงมากที่สุดของโลกตลอดกาล เขียนโดย Leonardo da vinci ในช่วง Renaissance  เขาเริ่มเขียนภาพ Mona Lisa ในปี 1503 และเขียนเสร็จเพียงไม่นานก่อนเขาจะตายในปี 1519 ทุกวันนี้โมนาลิซาถูกนำมาแสดง louvre museum ในกรุงParis  มีผู้คนจากทั่วโลกแห่มาชมภาพนี้กันถึง 6 ล้านคนต่อปี

เทคนิคการวาดภาพสีน้ำให้ออกมาดูสวยงาม

pictureWatercolor

เทคนิคการวาดภาพสีน้ำ เมื่อผู้วาดสามารถวาดออกมาได้อย่างชำนาญ ภาพที่ได้จะมีความสวย ละมุน อ่อนโยน สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น แต่การวาดสีน้ำนั้นถ้าผู้วาดฝึกฝนไม่เพียงพอ หรือไม่มีความชำนาญเท่าที่ควร สีอาจจะผสมกันเละจนดูไม่สวยเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของการฝึกฝนเป็นเรื่องอันขาดไม่ได้ วันนี้เราจึงนำ เทคนิคการวาดภาพสีน้ำให้ออกมาดูสวยงาม มาบอกเล่าเพื่องานของท่านจะได้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น

1.ระบายแบบเปียกบนเปียก

คือการใช้สีผสมกับน้ำแล้วมาระบายลงบนกระดาษเปียก ไม่ว่ากระดาษนั้นจะจากเปียกน้ำหรือเปียกจากสีก็ตาม จากนั้นก็นำพู่กันจุ่มสีแบบเข้มข้น มาแตะลงบนกระดาษเปียก วิธีนี้จะทำให้สีไหลไปซึมผสมเข้ากับสีอื่น จนเกิดเป็นสีใหม่ขึ้นมา ถ้ากระดาษเปียกชุ่ม จะเหมาะสำหรับระบายภาพวิวท้องฟ้าหรือทะเล ถ้ากระดาษเปียกปกติ เหมาะกับการระบายรูปทรงต่างๆ ทั่วไป ส่วนถ้าใช้กระดาษเปียกหมาดๆ จะเหมาะสำหรับการระบายเพื่อสื่อถึงพื้นผิวไม่เรียบขรุขระ

2.ระบายแบบเปียกบนแห้ง

คือการใช้สีผสมกับน้ำแล้วมาระบายบนกระดาษแห้ง ซึ่งมี 3 วิธี ได้แก่

การระบายเรียบสีเดียว คือ การระบายสีตามแนวนอนของกระดาษอย่างเนื่อง ไปตามคราบสีที่ยังเปียกอยู่จนจบ ผลที่ได้สีจะมีความเรียบเนียนและสม่ำเสมอ

การระบายหลายสี คือ วิธีการก็เหมือนกับข้อบน แต่เมื่อระบายสีแรกเสร็จเรียบร้อย ให้ระบายสีสองต่อในวิธีเดิม ผลที่ได้ สีต่างๆ จะมีความกลมกลืนกัน

การระบายเรียบอ่อนแก่ ทำให้เกิดความหนักเบาของสี จะไล่สีจากอ่อนไปสีแก่ หรือจากแก่ไปหาอ่อนก็ได้  ผลลัพธ์ คือ ภาพที่ระบายจะมีมิติมีแสงและเงา

ระบายแบบแห้งบนแห้ง

คือการใช้สีแบบข้นๆ มาแตะ ขีด รวมทั้งระบายบนกระดาษ เป็นการเพิ่มรายละเอียด สวยงาม ให้กับภาพวาดมากยิ่งขึ้น

3.ระบายเคลือบ

เป็นการระบายทับสีเดิมที่แห้งสนิทแล้วอีกที ด้วยสีเดิมที่มีความเข้มกว่า ถ้าสีพื้นเข้มต้องใช้สีอ่อน แต่ถ้าสีพื้นอ่อนรูปสีต้องใช้สีเข้ม ผลที่ได้จะเพิ่มความตื้นลึกของภาพ

นี่คือเทคนิคแบบง่าย ในระดับเบื้องต้น โดยคุณสามารถนำไปใช้เพิ่มสกิลในการวาดรูปให้ดูสวยงาม มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพื่อการผ่อนคลายในยามว่าง อีกทั้งยังเป็นการช่วยเสริมจินตนาการของคุณอย่างไม่รู้จบ และอย่าลืมว่าการหมั่นฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ จะพาเราไปถึงเส้นชัยได้