ความลับของภาพวาด Mona Lisa ที่ถูกค้นพบ


เป็นเวลามากกว่า 500 ปีมาแล้ว กับคำถามที่ยังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั้งโลกว่า Mona Lisa หญิงงามผู้มีรอยยิ้มอันลึกลับนี้เป็นใครกันแน่ ซึ่งมันยังคงเป็นปริศนา รวมทั้งยังไม่มีคำตอบชัดเจนมาตราบจนทุกวันนี้  แต่เมื่อไม่นานมานี้สำนักข่าวต่างประเทศหลายต่อหลายสำนักพิมพ์ด้วยกัน ต่างพากันลงข่าวอันน่าตื่นเต้นที่สุดในวงการศิลปะ คือมีการค้นพบตัวอักษรหรือตัวเลขโรมันทีซ่อนอยู่ในดวงตาของ Mona Lisa !!

หากมองผ่านๆ ลูกตาดำของ Mona Lisa จะเป็นสีเข้มมาก โดยเฉพาะในรูม่านตาเป็นสีทึบกว่าตรงอื่น จากความดำมืดนี่เองทำให้ใครหลายๆคนมองข้ามตรงจุดนี้ไป ถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบรูปของเธอมาเป็นเวลาหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม การตรวจสอบแต่ล่ะครั้ง

มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆหลายชนิด  ไม่ว่าจะเป็นการX-ray , การสแกน , การตรวจด้วยรังสี Infrared แต่ก็ไม่เคยมีใครมองลงลึกเข้าไปในดวงตาของเธอมาก่อน

โดยการใช้เพียงแค่ แว่นขยาย อุปกรณ์แบบบ้านๆนี่แหละ ส่องมองเข้าไปในดวงตาอันลึกลับของ Mona Lisa กลับพบว่า Leonardo da vinci ได้แอบซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ในดวงตาข้างขวามีสัญลักษณ์คล้ายกับอักษร LV  ซึ่งผู้รู้แปลว่ามันน่าจะเป็นลายเซ็นต์ของ Leonardo da vinci นั่นก็คือชื่อย่อของเขานั่นเอง

ส่วนดวงตาข้างซ้ายก็มีสัญลักษณ์ซ่อนไว้เหมือนกันเพียงแต่ว่าจะมีปัญหามากอยู่สักหน่อย เพราะคนหลายต่อหลายคนมองเห็นไม่เหมือนกัน จึงทำให้มีสามารถตีความได้ ตัวอักษรเหล่านั้น คือ CE แต่บางคนก็บอกว่าเป็นตัว B ต่างหาก

ไม่ใช่แค่ในดวงตาเท่านั้น แต่หากมองไปรอบๆภาพดีๆแล้ว ยังสามารถพบสัญลักษณ์อื่นๆได้อีก ได้แก่บริเวณฉากหลังที่เป็นสะพานเห็นไกลอยู่ลิบๆ จะเห็นเป็นตัวอักษรผสมกับตัวเลข คือ L2  แต่บางคนก็บอกว่ามันเป็นแค่เลข 72 เท่านั้นไม่มี L แต่บางคนบอกว่ามันอาจจะเป็นความบังเอิญที่เกิดขึ้นมาก็ได้ เพราะรูป Mona Lisa เธอก็เปรียบได้ดั่งสาว 2000 ปีที่เธอก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้ว ระหว่างนั้นเธอก็ถูกบำรุง ตบแต่ง จากการซ่อมแซมไปบ้าง

แต่ทางนักประวัติศาสตร์ศิลป์ชื่อดัง ก็ออกมาพูดว่าเดิมที Leonardo da vinci เป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว เขาชอบซ่อนอะไรๆไว้ในผลงานของเขาเสมอๆ ประกอบกับการที่มีคนไปพบหนังสือเก่าแก่เล่มหนึ่ง ที่ไม่อาจบอกได้ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่ภายในหนังสือเล่มนั้นได้ระบุอย่างชัดเจนเลยว่า มีสัญลักษณ์ขนาดจิ๋วถูกซ่อนไว้ในดวงตาของ Mona Lisa และ ได้นำมาสู่การตรวจสอบอย่างจริงจังและพบตามคำกล่าว ซึ่งจากหลักฐานที่บ่งชี้ขนาดนี้น่าจะเป็นที่รู้แล้วว่า Leonardo da vinci ได้ซ่อนรหัสไว้ในรูปวาดของเขาจริงๆ แต่ถึงจะรู้ก็ยังไม่ใครออกมาตีความหมายได้อยู่ดี

การวาดภาพสี 3 มิติยุคใหม่

3D หรือเราหลายๆคนรู้จักกันดีในชื่อ ภาพ 3 มิตินั่นเอง  เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีในการผลิตภาพอย่างหนึ่ง สามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมจริงของภาพ ทำภาพให้ออกมามีลักษณะนูน ลึก หนา บาง เพื่อให้ความรู้สึกแบบว่าพุ่งออกมาจริงๆ เหมือนกำลังได้สัมผัสกับสิ่งตรงหน้าแบบตัวเป็นๆ แต่ความจริงแล้วมันก็เป็นการทำเพื่อหลอกตานั่นเอง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งแสดงถึงเทคโนโลยีอันก้าวหน้าอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้ 3 มิติเกิดความแตกต่างจาก 2 มิติ คือ การเพิ่มมิติที่ 3 เข้ามา ซึ่งนั่นก็คือแนวลึก ตามปกติเราจะเห็นภาพในรูปแบบความกว้างและยาวเท่านั้น  แต่ในปัจจุบันเราจะพบกับการ์ตูน , เกม , Animation 3มิติจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันนี้เขากำลังฮิต การวาดภาพ 3 มิติกันค่ะ ใช่แล้ววาดด้วยมือนี่แหละแต่เด้งทะลุออกมาเหมือน ภาพ 3 มิติจริงๆเลยค่ะ ซึ่งเราจะสามารถเห็นภาพเหล่านี้ได้ตามพื้นถนนของต่างประเทศ หรือ Gallery ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆนะคะ

ภาพสี 3 มิติยุคใหม่จะมุ่งเน้นในการถ่ายรูปค่ะ  คือให้คนจริงๆไปยืนอยู่บนภาพวาดเหล่านั้นซึ่งก็อาจจะมีทั้งบนพื้นและกำแพง แล้วก็ให้แสดงท่าทางต่างๆอันสอดคล้องกับภาพ เพียงเท่านี้คนเหล่านั้นก็จะเหมือนกับไปยืนอยู่บนสถานที่จริงเลยค่ะ เช่น ภาพกำลังจะถูกงูยักษ์เขมือบ , ภาพที่คุณกำลังยืนอยู่บนสะพานแขวนสุดอันตราย , พื้นแตกจนเผยบ่อน้ำที่ซ่อนอยู่ มีปลาว่ายไปมา เป็นต้น

เทคนิควิธีการวาด 3D Anamorphic Artwork และ Sidewalk, Street

1.ทำแบบร่าง

ก่อนอื่นต้องทำแบบร่างใน Photoshop ก่อน เริ่มจากทำเป็นตรารางออกมาหลายๆช่องโดยเทียบเคียงกับพื้นที่ความเป็นจริงที่เราจะไปวาด อย่าลืมใส่มิติให้รูปภาพด้วยนะ หลังจากนั้นทำการปริ๊นรูปออกมาเป็นขนาดกระดาษ A4 ธรรมดาก็พอ

2.ลงมือวาดกันเถอะ

เมื่อเราได้แบบมีมิติตื้นลึกหนาบางมาแล้วหลังจากนั้นก็นำไปวาดลงบนถนนได้เลย ซื่งสีที่ใช้ควรเป็นสีชอร์ค เพราะสามารถลบได้ใช้น้ำราดก็ออกแล้ว แถมมีราคาถูกอีกด้วย จะได้ไม่เป็นการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ แต่งแต้มได้จนพอใจ พอวาดเสร็จ อย่าลืมให้เพื่อนไปนั่งเพื่อเปรียบเทียบให้ภาพดูมีมิติขึ้นมาอีกขั้น อัพลงโซเชี่ยวเก๋ๆได้เลย พอคุณฝึกวาดจนมีความชำนาญขึ้นมาในระดับโปรแล้วล่ะก็ จะใช้การพ่นสี หรือใช้เทคนิคสีอะคริลิคบรรเลงภายในพื้นที่ภายในบ้านก็ไม่ว่ากัน ถ้าคุณทำสวยจริงๆ อาจจะได้อาชีพใหม่ได้เลยล่ะ

การลงแสงงานศิลปะให้ดูมีมิติขึ้น

การแรเงา  เป็นใช้ดินสอ หรือด้วยอุปกรณ์อื่นๆ นำมาใช้ในการสร้างน้ำหนัก มีเข้ม-มีอ่อน มีหนัก-มีเบา มีวิธีการ ขีด ,  เขียน , เกลี่ย , ปาด , ทับ , ไขว้ จุดประสงค์ในการสร้างรอยเหล่านี้ คือการสร้างน้ำหนักเพื่อสร้างความใกล้เคียงกับธรรมชาติ หรือสร้างความเหมือนหุ่นที่ใช้ในการดูแบบ

การแรเงาภาพนั้น จะทำให้ภาพเกิดความลึก เกิดระยะใกล้- ไกล เกิดมิติ  สามารถเปลี่ยนรูป 2 มิติให้กลายเป็น 3 มิติได้ ทำให้รูปกว้าง-ยาวเปลี่ยนเป็นรูปที่มีความตื้น – ลึก , หนา – บางได้ แน่นอนว่าความตื้นลึกหนาบางที่เราเห็นนี้ เป็นเพียงแค่ความรู้สึกอันสัมผัสได้จากสายตาเท่านั้น จัดเป็นวิธีสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างหนึ่งนั่นเอง

เทคนิคการแรเงาน้ำหนัก

1.ให้หรี่ตาดูหุ่น

เมื่อเราวาดโครงอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กำหนดพื้นที่ โดยการแบ่งส่วนระหว่างแสงและเงาออกจากกัน ด้วยความชัดเจน โดยการร่างเส้นเบาๆบนรูปทรงของภาพร่าง โดยแบ่งเพียง 2 ส่วนคร่าวๆ คือ แสงและเงาเท่านั้น

2.แรเงาน้ำหนัก

ทำการแรงเงาน้ำหนักในบริเวณเป็นเงาทั้งหมด และใช้น้ำหนักเบาที่สุดตรงบริเวณเงาซึ่งตกทอดบนวัตถุ รวมทั้งเว้นพื้นที่ส่วนเป็นแสงไว้

3.ทำการเปรียบเทียบน้ำหนัก

ให้ดูว่า ต้องแรเงาเพิ่มน้ำหนักตรงส่วนไหนให้มากขึ้น  และอย่าลืมเปรียบเทียบน้ำหนักของเงาลงใหม่กับเงาอ่อนและช่องแสง อยู่เสมอๆ จากนั้นเกลี่ยน้ำหนักให้กลมกลืนกัน ดูนวล ทั้งภาพ

Tip!! การแรเงาน้ำหนักให้ลงแบบรวมไล่ไปทีละน้ำหนัก เพราะทำให้ควบคุมง่าย ไม่ด่าง ไม่เพี้ยน

4.อย่าลืมใส่ใจในส่วนของแสงที่เว้นไว้ด้วยนะ

เมื่อพิจารณาโดยรวมดูแล้วคุณจะพบว่ามีน้ำหนักอ่อน-แก่แบบเดียวกับเงา คือต้องใช้ดินสอลงน้ำหนักอย่างแผ่วเบาที่สุด  ตรงบริเวณของแสงซึ่งเว้นไว้ ทั้งนี้เป็นการใส่ใจในทุกมุม เพื่อเผยทุกรายละเอียดออกมามีน้ำหนักสมบูรณ์นั่นเอง

5.เงาตกทอด

ใช้วิธีการเดียวกับการแรเงาด้านบนดังกล่าวมาแล้ว แต่คุณต้องสังเกตทิศทาง ในการวาดเขียนปกติตามทั่วไปจะใช้ประมาณ 45 องศากับพื้น

Tip !!  ถ้าคุณลองสังเกตดูจะพบว่าแสงซึ่งมาจากมุมสูง จะเห็นเป็นเงาตกทอดขนาดสั้น แต่ถ้าแสงลงมาจากมุมต่ำลง เงาตกก็ทอดจะยาวขึ้น แน่นอนว่าในส่วนน้ำหนักของเงาตกทอดก็มีน้ำหนักอ่อน-แก่ แบบเดียวกับแสงเงาบนวัตถุ แปลว่าเงาที่อยู่ใกล้วัตถุจะมีสีเข้มกว่าเงาที่ไกลออกไป โดยตัววัตถุเองก็มาจากแสงสะท้อนรอบๆ ของตัววัตถุซึ่งสะท้อนเข้ามาลบเงาให้จางลงนั่นเอง